คอลัมน์พิเศษ : ท้อแต่ไม่ถอย สวนชวนชมเพื่อลูก

 


 

                คอมลัมน์พิเศษวันนี้ อยากจะพามารู้จักกับเจ้าของสวนท่านหนึ่ง ที่ต้องเผชิญกับปัญหามามายมาย แต่สุดท้ายก็ประสบกับความสำเร็จ ทั้งครอบครัวและการงาน ป้าลออ แจ่มจันทร์ เจ้าของสวน ชวนชมเล็กแต่เต็มไปด้วยไออุ่นของความรักจากครอบครัว

                ผมว่าปัญหาแต่ละปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มันเป็นเพียงแบบทดสอบ และก็เป็การโชคดีที่ป้าลออผ่านแบบทดสอบเหล่านั้น แถมยังได้เข้าไปเล่นด่านโบนัส จนกิจการเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบันนี้

 


 

                ป้าลออบอกผมว่า ป้าไม่มีหน้าร้าน หน้าบ้านเรานี่แหละคือหน้าร้าน ร้านเราเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็มีคนเขามาซื้ออยู่ไม่ขาดสาย ป้าบอกว่าป้าโชคดี ดวงของป้ากับต้นชวนชมอาจจะเกื้อกูลเหมาะสมกัน

                ป้าแกว่า ทำสวนมาตั้งแต่ตอน คบแฟนใหม่ๆ  จนตอนนี้ลูกก็บวชได้แล้ว  ป้าบอกว่า ป้าไม่เห็นต้นชวนชมที่สวนสามพราน แล้วป้าชอบมาก ป้าจึงหามาปลูก แล้วพอปลูกเยอะๆ แฟนแกก็เลยบอกว่า เรามาทำสวนชวนชมกันดีกว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ไม่เหมือนใครของร้านนี้

 


 

                ป้าบอกว่า ช่วงแรกเนื่องจากเราไม่มีความรู้ด้านการเกษตรเลย ป้าทำไม่เป็น ต่อยังไง อบยังไง เพาะเมล็ดยังไง ป้าทำไม่ได้เลย ลองทำไปมั่วๆหลายๆแบบ แล้วพอทำไป เราก็จะรู้ว่า เราควรจะเพาะแบบนี้ น้ำเท่านี้ ปุ๋ยเท่านี้

                ลงทุนครั้งแรก ป้าบอกป้าก็ทุ่มสุดตัว ลงทุนไป หนึ่งหมื่นห้าพันบาท ซึ่งตอนนั้น เรีกว่า เป็นเงินค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวสำหรับฐานะอย่างป้า ป้าเองก็ยังไม่รู้เรื่องว่า เราต้องมีตลาด แล้วทีนี้เราก็ลงทุนไปตูม แต่ผลปรากฏว่า รายได้ที่กลับเข้ามาในช่วงนั้นกลับไม่ได้มากอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้ เรียกว่า ทำเอาป้าแทบแย่ และแถมช่วงนั้น ป้าก็กำลังตั้งท้องด้วย เรียกว่า เป็นช่วงที่ลำบากมากที่สุดในชีวิตป้าเลย

 

                “ท้อนะ แต่ป้ารู้แค่ว่า เราจะต้องสู้ ไม่สู้ก็ไม่มีกิน ลูกของเราอีก” ป้าบอกกับผมด้วยสายตาที่ตั้งมั่น

                หลังจากพายุฝนครั้งนั้นพัดผ่านไป ป้าบอกว่า สวนก็เริ่มดีขึ้น เริ่มมีคนเข้ามาซื้อที่บ้าน ป้าบอกว่า บางวันช่วงนั้น ป้าขายได้วันละเป็นหมื่นเลยทีเดียว ป้าบอกว่า เราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ป้าชอบไปแอบดูสวนใหญ่เขา ว่าตอนนี้ สายพันธุ์ไหนกำลังดัง กำลังมาแรง แล้วเราก็ไปขอซื้อต้นเล็ก บางทีกิ่งเดียว เอามาต่อเองเอามาลองเอง แล้วก็ชยายพันธุ์เอาเอง

 

 

                “เราไม่ได้มีทุนเยอะ ไม่ได้ตามกระแสมาก เอาให้เราแค่ได้อยู่รอดป้าก็พอใจ”

                หลายครั้งป้าบอกว่าเหนื่อย แต่หยุดไม่ได้ เพราะลูกยังไม่โต แต่ตอนนี้ป้าบอกว่า ป้าก็ไม่ได้ทำงานหนักเหมือนแต่ก่อนแล้ว ลูกป้ามาช่วยดูแลแบ่งเบาได้เยอะ ถามว่า รายได้มันจะพอต่อครอบครัวไหม ป้าก็บอกว่า บางทีก็มีหยิบยืมบ้าง เพราะว่า ไม่ได้ขายได้วันละเยอะ อย่างวันนึง ได้ 500 ป้าก็ดีใจแล้ว

                การต่อสู้กับปัญหา แม้ปัญหาจะใหญ่เพียงไหน ถ้าตราบใดที่เรายังรู้สึกว่ายังมีคนอยู่เคียงข้างเราเสมอ เชื่อว่า เราจะมีแรงในการสู้กับมันขึ้นอีกเยอะเลย

edit @ 1 Mar 2010 13:30:15 by ban-bu-ree-magazine online เชิญดื่มด่ำกับธรรมชาติ ได้ที่ นิตยสารบานบุรีครับ

edit @ 1 Mar 2010 13:31:05 by ban-bu-ree-magazine online เชิญดื่มด่ำกับธรรมชาติ ได้ที่ นิตยสารบานบุรีครับ

ถูกได้ถูกดี:ร้านอุดมทรัพย์พันธุ์ไม้

 


 

                สวัสดีครับคอลัมน์ถูกได้ถูกดีวันนี้จะพาไปเที่ยวร้านอุดมทรัพย์พันธุ์ไม้ หรือ ร้านคุณเจี้ยบ ที่สนามหลวง  ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่ล่ะครับ  ยิ่งใครชื่นชอบพวกต้นไม้รำไรในร่ม ไม้จัดสวนเล็กยิ่งต้องมาเลยครับร้านนี้ เพราะถูกและดี ที่สำคัญมีให้เลือกหลากหลายชนิดมาก

                ต้นไม้ที่ร้านอุดมทรัพย์พันธุ์ไม้ จะมีหลายประเภท ได้แก่ พวกไม้สวยใบ อะโกนีมา ต้นไม้จัดสวนเล็กๆ ไปจนถึง แคตตัส ซึ่งแต่ประเภทก็มีหลากหลายสายพันธุ์ให้ได้เลือกกัน จุดเด่นของร้านนี้คงเป็นทีความหลากหลายครับ มาร้านเดียวได้ครบเลยทีเดียว

 


 

                ผมนั่งคุยกับเจ้าของร้านสักพัก จนรู้สึกว่าร้านนี้คนไม่ขาดสายเลยครับ มีคนแวะเวียนกันมาเรื่อยๆ ผมแอบถามดูเขาก็ตอบว่า ร้านนี้ใจดี แถมต้นไม้เยอะ เลยกลายเป็นขาประจำไปซะแล้ว

                ผมว่าต้นหนึ่งที่เป็นพระเอกของร้าน คงจะเป็น ต้นกวักมรกตครับ เพราะใครมาก็ถาม ก็อยากได้กันแทบทุกคน เพราะว่า ต้นกวักมรกตที่นี่ต้นใหญ่มากครับ สูงเกือบ เมตรเลยทีเดียว และลำต้นนี่ อวบกว่าที่บ้านผม 5 เท่าเลยครับ

                หากใครว่างๆก็อย่าลืมแวะมา มานะครับ ร้านคุณเจี้ยบสนามหลวง 2 ผมอยากกระซิบข้างๆหูจริงๆครับ ว่าถูกมากๆ ว่างๆก็ลองมาเดินเล่นดุนะครับ ^.^

                   ตัวอย่างราคา ไม้กระถางเล็กจัดสวน  ต้นละ 10 บาท

                                            อะโกรนีมา ราคาตามสายพันธุ์       ตั้งแต่ 30-500 บาท               

                                            แคตตัส  20-150 บาท    

 

 

 ปล.รูปทั้งหมด ทุกคอลัมน์ที่ได้อัพมาแล้ว สามารถตามไปดูได้ที่หน้าเพจ  Gallery  นะครับ มีครบทุกคอลัมน์ และย้ำว่ารูปเยอะมากครับ เพราะบางรูปไม่สามารถลงในคอลัมน์ได้หมด อย่างไรตามไปชมกันนะครับ

 

ถามตอบกับลุงคิม

posted on 20 Feb 2010 23:19 by ban-bu-ree-mag

ถามตอบกับลุงคิม

                สวัสดีครับ ถามตอบกับลุงคิมวันนี้ ยังไม่มีใครส่งอีเมล์มาถามผมเลย ผมจึงตั้งปัญหาที่ทั้งผมและคนรอบข้างสงสัยไปถามลุงคิมแทน อย่างไรก็หวังว่าคำถามจะถูกใจนะครับ

·         ปลูกมะเขือเทศแล้วใบเป็นลายๆ หยิกๆ ทำอย่างไรดี

ลุงคิม: สาเหตุที่ใบมะเขือเทศเป็นลายนั้นเรียกว่าโรคหนอนชอนใบครับ โดยอาการก็เกิดจากแมลงศัตรูสำคัญครับ จะเกิดเฉพาะตรงใบอ่อน โดยหนอนกัดกินชอนอยู่ในระหว่างผิวใบ บริเวณที่ถูกทำลายเห็นเป็นฝ้าขาวปรากฎเป็นทางวกไปวนมา ใบมีลักษณะบิดงอลงทางด้านที่มีหนอนทำลาย รอยทำลายที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรีย เข้าทำลายซ้ำเติม ทำให้ใบเป็นลายอย่างที่เห็นครับ ส่วนวิธีแก้ไขนั้นทำได้โดยฉีดพ่นยา  ฟลูเฟนนอกซูรอน (flufennoxuron) เช่น แค      สเคด (Cascade) 5 % EC อัตรา 6 มล ./ น้ำ 20 ลิตร  หรืออิมิดาโครปริด (imidacloprid) เช่น คอนฟิดอร์ (Confidor) 10 % SL อัตรา 8 มล ./ น้ำ 20 ลิตร

ส่วนวิธีธรรมชาติลองใช้น้ำหมักชีวภาพสารไล่แมลง ก็สามารถกำจัดหนอนชอนใบได้เช่นกัน ต้องช้วัสดุดังนี้วัสดุ
 1.
เหล้าข้าว 1 แก้ว
2.
น้ำส้มสายชู 1 แก้ว
3.
กากน้ำตาล 1 แก้ว
4.
หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 แก้ว

                หมักทิ้งไว้ 24 ชม. จึงจะสามารถนำมาใช้ได้ อัตราการใช้ 1 ช้อนแกง/น้ำ 5 ลิตร ใช้ฉีดใช้ช่วงเย็น ฉีด 3 วัน ต่อครั้ง .. พอได้สัก 4 ครั้ง ต่อไปให้ใช้ 7 วัน/ครั้ง  ส่วนการใช้วิธีธรรมชาติย่อมรักษาหายได้ช้ากว่าเคมีครับ ยังไงก้ลองเลือกใช้ดูเอานะครับ

 

·         กุหลาบซื้อมาจากร้านแล้วหงอยมากๆ ดอกไม่ออกเหมือนที่ร้าน ทำอย่างไร

ลุงคิม: ปัญหานี้พบได้สองกรณีนะครับ กรณีแรก คือที่กุหลาบดูหงอยลง ไม่เจริญเท่าที่ควรเป็นเพราะว่าเป็นกุหลาบเหนือครับ เพราะกุหลาบทางภาคเหนือถูกเพาะเลี้ยงและดูแลในบรรยากาศที่เหมาะสมของสายพันธุ์ ทั้งอากาศเย็นและความสูง ดังนั้แน่นอนว่า เวลามาอยู่ที่บ้านเรา ทั้งร้อนทั้งลุ่ม ต้นเริ่มจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรครับ วิธีแก้ไขของปัญหานี้ก็คือ ดูแลเท่าที่ทำได้ครับ อาจจะได้ดอก แต่ก็ขนาดไม่ใหญ่เท่าตอนที่ซื้อมาครับ

                กรณีที่สองหากเป็นกุหลาบภาคกลางธรรมดา ก็ควรจะตัดแต่งกิ่งครับ เพื่อให้เจริญเติบโตได้เร็ว วิธีการตัดนั้นนิยมกันหลายแบบครับ เช่น การตัดแต่งกิ่งแบบให้เหลือกิ่งไว้กับต้นยาว คือ ตัดแต่งกิ่งออกเพียงเล็กน้อย โดยให้เหลือกิ่งที่มีใบสมบูรณ์ไว้มากเพื่อให้มีอาหารเลี้ยงต้นมาก การตัดแต่งกิ่งมีหลักในการพิจารณาเลือกกิ่งที่จะต้องตัดออกคือกิ่งที่แห้ง ตาย กิ่งที่ เป็นโรคหรือถูกแมลงทำลาย กิ่งไขว้ที่เจริญเข้าหาทรงพุ่ม กิ่งที่ล้มเอนไม่เป็นระเบียบ ควรจะต้องให้ตาที่อยู่บนสุดของกิ่งหันออกนอกพุ่มต้น เพื่อให้กิ่งที่แตกใหม่หัน ออกนอกทรงพุ่มด้วยและตัดกิ่งให้เฉียง 45 องศา สำหรับการตัดแต่งกิ่งแบบให้ เหลือกิ่งไว้กับต้นยาวนี้ใช้ได้กับกุหลาบที่ปลูกจากกิ่งตัดชำและกิ่งตอน

                ส่วนอีกแบบที่นิยมเช่นเดียวกันนั่นคือ การตัดแต่งกิ่งแบบให้เหลือกิ่งไว้กับต้นสั้น คือ ตัดแต่งกิ่งจนเหลือกิ่งบนต้นสูงจากพื้นดินประมาณ 30-45 เซนติเมตร แล้วเหลือกิ่งไว้ 3-4 กิ่งเท่านั้นการตัดแต่งกิ่งแบบนี้จะตัดแต่งได้เฉพาะต้นกุหลาบที่ปลูกจากต้นติด ตาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าต้นติดตานั้นมีอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ตัดแต่งกิ่งแบบแรก แต่ต้องตัดเพิ่มเติมอีก คือ กิ่งแก่ที่ไม่ต้องการและกิ่งชักเกอร์ (กิ่งของต้นตอซึ่งเป็นกุหลาบ พันธุ์ป่า)
                สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการตัดแต่งกิ่ง คือ ต้นฤดูฝน เมื่อตัดแต่ง กิ่งให้น้อยลงตามความต้องการแล้วควรใช้ปูนแดงผสมกับยากันรา หรือใช้สีน้ำมัน ทาบนรอยแผลที่ตัดเพื่อป้องกันการเน่าลุกลามของเชื้อราจากรอบแผลที่ตัด นอกจาก นี้ควรเก็บกิ่งและใบที่ตัดออก ทำความสะอาดแปลงให้เรียบร้อยด้วยแล้วจึง แต่งดินในแปลงปลูก คือ ไถพรวนหน้าดิน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี รวมทั้งใช้วัสดุ คลุมแปลงปลูกพร้อมทั้งรดน้ำให้ชุ่มด้วย จะทำให้กุหลาบแตกตาได้เร็วและได้ต้น ที่สมบูรณ์

                ที่สำคัญหลังจากตัดกิ่งแล้ว สิ่งสำคัญอย่าลืมใส่ปุ๋ยด้วยครับ เพราะว่าหากตัดกิ่งเฉยๆท่านอาจจะได้แต่ใบมาเชยชม ควรจะใส่ปุ๋ยเร่งดอก อาจจะเป็น 8-24-24 หรือว่า เป็นปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้ครับ

 

             ส่วนใครที่ยังสงสัยในเรื่องใด ก็ส่ง emailมาถามผมที่  ban-bu-ree-mag@hotmail.com รับรองผมจะไปหาคำตอบมาให้อย่างเร็วเลยครับ

 

edit @ 20 Feb 2010 23:21:37 by ban-bu-ree-magazine online เชิญดื่มด่ำกับธรรมชาติ ได้ที่ นิตยสารบานบุรีครับ

งานเทศกาลผลไม้นครปฐม

posted on 20 Feb 2010 16:55 by ban-bu-ree-mag

เกาะติด : งานเทศกาลผลไม้นครปฐม

 

วันที่ 14-20 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา ณ บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จังหวัดนครปฐม ได้มีการจัดงาน เทศกาลผลไม้ โดยจังหวัดนครปฐม ร่วมกับหอการค้าจังหวัดนครปฐม โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในจังหวัดนครปฐม วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เทศบาลนครนครปฐม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสมุทรสงคราม กำหนดจัดงาน เทศกาลอาหารผลไม้และของดีนครปฐม ครั้งที่ 25 ประจำปี 2553 ระหว่างวันที่ 14-20 กุมภาพันธ์ 2553 ณ บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและผลผลิตที่มีชื่อเสียงใน จังหวัดนครปฐม


                ในงานเลือกชิมผลไม้หลากหลายชนิด เช่น ส้มโอ ฝรั่ง มะม่วง ฯลฯ เพียงอิ่มละ 20 บาท อิ่มอร่อยกับศูนย์อาหารจากร้านเชลล์ชวนชิมกว่า 50 ร้าน พบกับอาหารแปรรูปต่างๆ และข้าวหลามหลากรสซึ่งได้รับมาตรฐาน อย. ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลอง จัดช่วงนาทีทอง จำหน่ายเนื้อหมู 2 กิโลกรัม 100 บาท และไข่ไก่ฟองละ 1 บาท (วันละ 2,000 ฟอง) จำหน่ายสินค้าชุมชนระดับ 5 ดาว อีกทั้งยังมีนิทรรศการให้ความรู้ด้านวิชาการ จำหน่ายผักปลอดภัย แสดงและสาธิตการแปรรูปจากเนื้อสัตว์ การประกวดกล้วยไม้ ประกวดปลาเงิน ปลาทองและปลากัด จัดแสดงตู้ปลาทะเล ผ่อนคลายกับสปาเท้าด้วยปลา พิเศษในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 มีการโชว์สุนัขสวยงามทุก สายพันธุ์ พร้อมจำหน่ายอุปกรณ์ อาหารสัตว์ในราคาถูก
                นอกจากผลไม้แล้วยังมีร้านขายต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ในราคาถูก และมากมายหลายชนิด ใครที่พลาดปีนี้ ยังมีอีกทีในเดือนพฤษภาคม อย่างไร คราวหน้าก้ห้ามพลาดนะครับ

 

 

ดอกกลาย

posted on 20 Feb 2010 15:39 by ban-bu-ree-mag

อวดของ:ดอกกลาย

 


 

                สวัสดีครับ คอลัมน์อวดของวันนี้มีอะไรเด็ดๆมาโชว์กันอีกแล้วครับ เห็นชื่อ ดอกกลาย อย่าคิดว่า เป็นดอกของต้นไม้ที่กลายพันธุ์นะครับ ที่ผมกำลังจะพูดถึงคือดอกของต้นไม้ที่ชื่อ ต้นกลายครับ
                ผมได้รับการติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่งว่า ที่บ้านเขาดอกกลายกำลังเบ่งบานเลยครับ ผมจึงรีบบึ่งรถไปเพื่อเก็บภาพก่อนที่กลายของผมมันจะร่วงโรย


 

               ต้นกลาย   บางครั้งก็เรียกว่า กล้วยค่างหรือมหาพรหม เป็นพรรณไม้ถิ่นเดียวของประเทศไทยขึ้นอยู่เฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มี อยู่ในจังหวัดเพชรบุรีและกาญจนบุรีเล็กน้อย เป็นไม้ต้นขนาดเล็กที่สุดในสกุลมหาพรหมในไทยสูง 2-4 เมตร มีการเจริญเติบโตช้ามาก ผิวใบเรียบเป็นมันทั้งสองด้าน กลีบดอกชั้นนอกสีเหลือง ชั้นในลายสีม่วงเมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางของดอก 2-3 เซนติเมตร ผลย่อยรูปทรงกระบอกและมีขนนุ่ม ออกดอกตลอดปีชนิดนี้มีทั้งกลิ่นหอมและไม่มีกลิ่นหอม เคยมีรายงานว่าเป็นพรรณไม้หายากและใกล้สูญพันธุ์ ปัจจุบันมีการเพาะเมล็ดออกสู่วงการไม้ประดับกันมากขึ้นเนื่องจากต้นเตี้ยดอกดกสวยงามออกดอกตลอดปีและมีกลิ่นหอม

 


 

                บางตำราว่า...เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 4-6 เมตร ไม่ผลัดใบ แตกกิ่งต่ำ ใบเดี่ยว เวียนสลับในระนาบเดียว รูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวใบเป็นมันทั้งสองด้าน ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ออกเดี่ยว ตรงข้ามใบ สีเหลืองนวลแล้วเปลี่ยนเป็นสีเข้ม กลีบดอกหนาเรียง 2 วง ๆละ 3 กลีบ กลีบดอกจำนวนมาก บานแผ่ออก กลีบวงในประกบกันคล้ายรูปกระช้า ส่วนบนติดกันเป็นสันนูน โคนกลีบแยกห่างกันเป็นโพรง ผล จำนวน 6-14 อัน รูปทรงกระบอก ปลายเป็นติ่งมนสั้นๆ ออกเป็นกลุ่มบนแกนช่อกลม ก้านผลสั้นมาก ผลอ่อนสีเขียวอมเหลือง ผลแก่สีขาวอมเหลือง เขตกระจายพันธุ์และถิ่น กำเนิด : ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ต่างประเทศพบที่พม่า ขึ้นในป่าดิบแล้ง ระดับความสูง 30-700 เมตร ออกดอกและผลเดือน เมษายน – กรกฎาคม

 


 

                แต่เพื่อนผมก็ไม้กลับว่า ที่บ้านเค้าออกดอกทั้งปี ซึ่งผมก็เชื่อนะครับ เพราะลำต้นค่อนข้างสมบูรณ์มาก และดอกก็ใหญ่เลยทีเดียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆไม่แรงมากครับ แต่ดูแล้วดอกน่ารักน่าชัง เหมือนเอาดอกกล้วยไม้มาติดเลยครับ เห็นทีผมจะต้องหาดอกกลายมาปลูกเองบ้างครับ เผื่อดอกกลาย จะกลายสมชื่อ หากเป็นเมื่อไหร่นะครับ รวยเละแน่ๆ (ฮา)

 

 

 ปล.รูปทั้งหมด ทุกคอลัมน์ที่ได้อัพมาแล้ว สามารถตามไปดูได้ที่หน้าเพจ  Gallery  นะครับ มีครบทุกคอลัมน์ และย้ำว่ารูปเยอะมากครับ เพราะบางรูปไม่สามารถลงในคอลัมน์ได้หมด อย่างไรตามไปชมกันนะครับ

 

edit @ 20 Feb 2010 15:50:34 by ban-bu-ree-magazine online เชิญดื่มด่ำกับธรรมชาติ ได้ที่ นิตยสารบานบุรีครับ

เศรษฐีมือใหม่ : สวนลุงแจ๋ โกดังต้นไม้ในภาคกลาง

 


 

                สวนลุงแจ๋ เริ่มผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับมานานกว่า 20 ปี แล้วโดย ลุงแจ๋ ผู้เริ่มก่อตั้งสวนพร้อมกับการทดลอง ผลิตไม้ดอกไม้ประดับมากมายหลายประเภทปัจจุบันมีพันธุ์ไม้ทั้งไทยและพันธุ์ไม้นำเข้าจากต่างประเทศมากมาย มากมายเพื่อจำหน่ายและเพื่อให้ท่านที่สนใจพันธุ์ไม้ใหม่ ๆและสวยงามได้เข้าชมและศึกษาได้

 

 

 

เริ่มต้นมาทำสวนลุงแจ๋ได้อย่างไร
                เริ่มมาประมาณ ยี่สิบกว่าปีแล้ว เริ่มแรกก็ทำกุหลาบก่อน กุหลาบกระถาง เพราว่าสวนเราอยู่ใกล้โรงหวด เรามีกระถางของโรงหวดที่ปั้นกันเอง เผากันเองในหมู่บ้าน ก็ทำกุหลาบโรงหวดเป็นกุหลาบภาคกลางออกดอกง่าย แต่พอทำไป ก็เริ่ม เพิ่มจำนวนขึ้น จากต้นหนึ่งเป็นอีกต้นหนึ่ง จนวันนี้ก็ทำเป็นร้อยชนิดแล้วครับ

 

 

 

ช่วงแรกที่เริ่มต้นทำเป็นอย่างไร
                ช่วงแรกก็ลำบากมากเพราว่าเรายังไม่รู้หลัก ว่าควรทำยังไง ช่วงนั้นก็ทำไปเพราะอยากทำ เรารักในสิ่งที่เราทำ ตลาดก็ยังไม่มีตอนนั้น เป็นช่วงที่ต้องออกไปหาตลาดเอง ว่าเราทำเสร็จแล้ว เราจะนำมาส่ง ในราคาเท่านี้นะ ถือว่าถูกนะ ร้านเค้าตกลง เราก็ได้ เขาก็ได้ ช่วงแรกเหนื่อยมาก เพราะต้นไม้ต้องการคนดูแล และเราก็ต้องดูแลในด้านการจำหน่ายด้วย

 

 

 

ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เคยพบ
                ใหญ่สุดก็มีหลายปัญหา อย่าง ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมากๆ เราก็แทบแย่ หมุนเงินไม่ทัน ลูกจ้างก็ต้องใช้เงิน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ไม่รู้จะแก้ปัญหาตรงไหนก่อน ตอนนั้นก็มืดแปดด้าน ลุงก็คิดอยากจะเลิก แต่ก็ใจมันรักเลยสู้ต่อ หลังจากนั้น ก้มามีน้ำท่วมอีก ที่สวน อยู่ใกล้แม่น้ำ ค่อนข้างลุ่ม มีครั้งหนึ่งน้ำท่วมครึ่งแข้ง มากู้สวนไม่ทัน ต่อมาเลย ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ด้วยการ ยกคันล้อมใหม่ ลงทุนหน่อย แต่กันไว้

 

จุดเด่นของร้านลุงแจ๋คืออะไร
                ต้นไม้ทุกต้นลุงรับประกัน หากคุณรดน้ำมัน ทุกต้นไม่ตาย ลุงดูแลตลอดทุกขั้นตอน แม้วันนี้ลุงก็ยังดูแล ตัดกิ่งใส่ปุ๋ย มีลูกจ้าง แต่เราทำเองก็ดีกว่า เราสนุก เรารักมัน เราก็อยากให้คนที่มาซื้อของร้านเรารักมัน

 

 


 

ปัจจุบันมีกี่สาขา

                ก็มีอยู่ สี่ร้านแล้ว ร้านหนึ่งเป็นหน้าร้านอยุ่ที่บางใหญ่ ส่วนอีกสามสวนอยู่ในย่านโรงหวดนี่แหละ เป็นคลังสินค้า กำลังสร้างร้านใหม่ อยากให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตร อยากให้เป้นแบบว่า มาชมชวน อยากได้ซื้อกลับไป นั่งกินกาแฟเย็นๆ ชมดอกไม้ ลุงกำลังพัฒนาอยู่คาดว่าจะเสร็จในเร็วๆนี้

คติของลุงแจ๋คืออะไร
                ลุงสู้ตลอด อย่าถอย ปัญหามันเป็นแค่หนาม เราเอามีดฟันก้เดินต่อไปได้สบาย

ที่สวนลุงมีพันธุ์ไม้ตอนนี้ประมาณกี่ชนิด

                โหนับไม่ถ้วนเลย ทำทุกอย่าง กุหลาบ พุด แก้ว ทับทิม เข็ม ชบา ดอนญ่า รักแรกพบ น่าจะเป็นร้อยชนิดแล้ว

ต้นไหนขายดีที่สุด
                ถ้าเป็นช่วงที่ผ่านมาคงเป็น รักแรกพบ เดือนแห่งความรักมั้ง ช่วงนั้น ลุงขายแทบหมดเลย อย่างร้านที่จตุจักรก็มาซื้อสวนลุงไปขาย

มีพันธุ์ไม้นำเข้าด้วยใช่ไหม
                ก็ด้วยความรักต้นไม้นั่นแหละ เวลาไปไหน หรือว่าครอบครัวลุงเดินทางไปไหนไกลๆ อย่างต่างประเทศลุงก้มักจะหอบเอาต้นไม้กลับมาด้วย ไม่ได้เอามาเยอะมามาต้นหนึ่งสองต้น เอามาเพาะเอา เลี้ยงเอา อย่างต้นรักแรกพบก็ไปเอามาจากอินโดนีเซีย ลุงมาเพาะจนเต็มสวน

 


 

ลุงแจ๋ว่าธุรกิจ ต้นไม้ตอนนี้เป็นอย่างไร
                ลุงว่าดีขึ้นนะ เหมือนโลกร้อนหรือเปล่าลุงไม่แน่ ลุงว่า คนมันหันมาปลูกต้นไม้มากขึ้น ทำให้เราก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆไม่หยุด

อยากฝากอะไร
                ก็ว่างๆ แวะมาแถวโรงหวดก็เข้ามาชมสวนลุงได้ แวะมาเดินเที่ยว ถ่ายรูป เร็วๆนี้ลุงก็จะเปิดร้านกาฟา ไม่ซื้อลุงไม่ว่า เพียงแค่แวะมา ลุงก็ดีใจแล้ว

              หากใครว่างๆก็ลองแวะไปชมที่สวนลุงแจ๋ได้เลย ใกล้ๆ ไปไม่ยาก รับรอง ได้อะไรมากกว่าที่คิดแน่นอน

 

 

 

สวนลุงแจ๋ (www.lungjaegarden.com)
ตั้งอยู่ที่ ตำบล งิ้วราย อำเภอ นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 73120
โทรศัพท์ : 02-9851275, 081-8093447, 089-0365636
อีเมล์ : lungjae@hotmail.com
เว็ปไซต์
http://www.lungjaegarden.com

 

 



 

แกะกล่องสับปะรดสี

posted on 20 Feb 2010 14:20 by ban-bu-ree-mag

พาเที่ยว:เปิดร้าน:แกะกล่องสับปะรดสี

               

 

 

 

                วันก่อนผมได้มีโอกาสไปเดินเล่นที่ตลาดสนามหลวง 2 แล้วก็พบว่า ต้นไม้สุดฮิตของที่นี่ต้นหนึ่ง คงจะต้องเป็นต้นสับปะรดสีนี่แหะครับ เพราะจากที่เดินเยี่ยมชม หลายร้านต่างสรรหาพันธุ์แปลกสวยๆมาจำหน่าย ส่วนราคานั้นก็แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และร้านนะครับ

 

 


 

                สับปะรดสีไม่ใช้ต้นไม้พันธุ์ใหม่นักในประเทศเรานะครับ เพราะตั้งแต่เด็กผมก็เห็นคุณพ่อคุณแม่ ปลูกเอาไว้ เป็นต้นอะไรสักอย่างมีใบแข็งแล้วก็มีก้านยื่นออกมา กลายเป็นสับปะรดลูกน้อยๆ ผมก็เก็บไปคิดเองว่ามันจะกลายเป็นสับปะรดลูกใหญ่ๆที่เรารับประทานกันแหละครับ แต่รอตั้งนานมันก็ไม่ยักโตเสียที จนคุณพ่อคุณแม่บอกกับผมว่า มันคือต้น สับปะรดสี กินไม่ได้ ผมจึงถึงบางอ้อ

 

 

                ย้อนกลับมาที่สนามหลวงครับช่วงบ่ายของที่นี่ร้อนระอุไม่แพ้ที่ใดๆในกรุงเทพเลยครับ แต่ต่างกันตรงที่อาหารตาอย่างต้นไม้สวยๆกลับทำให้ผมเย็นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผมแวะเข้าไปที่ร้านสับปะรดสีร้านหนึ่ง แล้วพบว่า เจ้าต้นสับปะรดสีนี่เค้ามีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bromeliad เป็นพืชอยู่ในวงศ์ Bromeliaceae

 


 

                ซึ่งปัจจุบันก็มีการค้นพบอยู่ประมาณ 60 สกุลและมากกว่า 2,000 ชนิด เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว โดยมีถิ่นกำเนิดแถบทวีปอเมริกาเกือบทั้งหมด พบบ่อยในทวีปแอฟริกาใต้เพียงชนิดเดียว คือ Pilcairmnaia feliciana เป็นพืชที่ขึ้นได้ตั้งแต่ป่าดงดิบชื้นที่สุดจนถึงอากาศแล้งของ ทะเลทรายเนื่องจาก Bromeliad มีรูปร่าง ขนาด และสีสันมากมาย  เช่น บางชนิดใบมีสีเขียวขลิบเหลือง  ริ้วเหลือง บางชนิดใบสีม่วงแต้มสีชมพูเป็นปื้นตามใบ หรือมีจุดประสะดุด ตา เป็นต้น ดังนั้นการนำมาใช้ประโยชน์จึงสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ใช้ในการจัดสวน ปลูกเป็นไม้กระถาง ปลูกเป็นไม้ตัดดอก ปลูกเป็นไม้แขวน ปลูกประดับชั้นหรือตู้โชว์ ปลูกให้เกาะอยู่กับกิ่งไม้หรือซอกหิน

 

 

                ทางร้านบอกกับผมมาว่า ปลูกค่อนข้างง่าย เพราะสายพันธุ์สับปะรดสี เป็นพืชที่ไม่ต้องการดูแลเอาใจใส่มากนัก ไม่ชอบน้ำ ช่างเหมาะกับผมเสียจริงๆ แต่เท่าที่ผมสังเกต ต้นสับปะรดสีมีหลายชนิด ซึ่งก้จะแตกต่างกันไปตามลักษณะของใบครับ มีหลายลักษณะตั้งแต่ใบกว้างจนถึงใบคล้ายใบหญ้า บางชนิดขอบใบเรียบ บางชนิดขอบใบเป็นหยักหรือเป็นหนาม ใบของ Bromeliad บางชนิดจะมาก่ายทับกันใบต่อใบ และทับกันแนนโดยรอบฐาน แลดูเป็น แอ่งน้ำอยู่ตรงกลางอย่างหลวมๆ หรืออาจจะมีลักษณะคล้ายหลอด ส่วนมากจะมี ลักษณะคล้ายถ้วยโดยใบที่มีก่ายทับกันนี้จะทำหน้าที่ขังน้ำไว้ โดยน้ำที่ขัง ไว้นี้จะเก็บไว้ใช้ในช่วงที่อากาศแห้ง เพราะว่าเป็นพืชที่ชอบขึ้นในภูมิอากาศที่แห้งแล้วนั่นเอง

 

 


 

                ร้านบอกกับเราว่า เจ้าต้น บรอมีเลียด (Bromeliad, สับปะรดประดับ,สับปะรดสี) นี่มีหลายสกุล แต่ที่สำคัญและพบในตลาดค้าไม้ดอกไม้ประดับในบ้านเรา ได้แก่ สกุลNeoregelia,Aechmea,Billbergia,Dyckia,Guzmania, Vriesea ,cryptanthus ,ananus และ Tillandsia 

 


 

      ผมแอบถามไปว่า แล้วที่สับปะรดที่เราเอาไว้กินกันนี่มันพันธุ์ไหน พบว่าเป็นสับปะรดในสกุล Ananus (กลุ่มนี้คือ สับปะรดที่เรากินได้ และไม่กินกัน) หลายชนิดเป็นที่รู้จักทั้งที่เป็นไม้ผลและไม้ประดับสวน โดยประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสับปะรดสำคัญแห่งหนึ่งของโลกสับปะรดจึงเป็นไม้ผล เศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิตส่งออก และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง

 

 


 

                อย่างไรหากใครที่กำลังหาต้นไม้มาปลูก แต่ไม่มีเวลาดูแลมากนัก สับปะรดสีก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดีนะครับ ลองดูว่าเราชอบแบบไหน เพราะมีหลายรูปแบบให้เลือกตั้งแต่เล็กจิ๋วกว่าฝ่ามือไปจนถึงต้นยักษ์ใหญ่อย่างกับสับปะรดศรีราชา เลือกเอานะครับ

               

 เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย :ทำอย่างไรให้พุดสามสีออกดอกเต็มต้น

 

 

                พุดสามสี ใครๆก็ว่าปลูกยาก โตช้า ทำยังไงก็ไม่ออกดอกเหมือนที่ร้านทุกทีเลย วันนี้เราจะมาเสนอ เคล็ดลักเคล็ดลับกันว่า ที่ร้านนี่เค้าดูแลอย่างไร ดอกถึงเต็มต้น

                ต้นพุดสามสีค่อนข้างจะโตช้า ถ้าเปรียบกับพุดสายพันธุ์อื่น คงเป็นเพราะ พุดสามสี ได้อยู่ในตระกูลพุด เพราะว่ามีกลิ่นหอม แต่แท้จริงแล้ว ลักษณะการเจริญเติบโต ตลอดจนลำต้นและดอก แต่ต่างกับพุดโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ที่เห็นว่า ต้นพุดซ้อนที่บ้านไม่เห็นต้องใส่ปุ๋ยเลย ก็ออกดอกเอา ออกดอกเอา  และทีนี้เราจะทำอย่างไรให้พุดสามสีออกดอก

                อย่างที่บอกไว้ ว่าพุดสามสีโตช้า และที่สำคัญมีกิ่งที่เปราะมาก หักง่าย ดังนั้น ถ้าจะตัดแต่งกิ่ง เกรงว่าต้องเสียเวลาอีกพักใหญ่ จึงจะได้ต้นที่ทรงพุ่มสวย คนจึงไม่นิยมตัดแต่งกิ่ง แต่ก็มีอีกวิธีหนึ่ง ขอเรียกแบบบ้านๆว่า การทำให้ต้นไม้ตกใจ

                ขั้นตอนแรก นำต้นพุดสามสีที่ต้องการ เร่งดอกมา ตัดแต่งกิ่งเสีย กิ่งตายออกให้หมด

                ขั้นต่อมา รูดใบ ให้หมด อาจจะดึงทีละใบ หรือจับกิ่ง แล้วรูดก้ได้ ตามความถนัด แต่ระวังยอดอ่อน ให้เว้นยอดออ่อนไว้นิดหน่อย รูอดให้เกลี้ยงทั้งต้น ให้เหลือแต่กิ่งเปล่าๆ ทั้งต้น จะได้รูปร่างแบบนี้

 


 

                หลังจากเรารูดใบหมดต้นแล้ว รูปร่างมันจะน่าเกลียดนิดหน่อย แต่อดใจไว้  ขั้นตอนต่อมา เราจะใส่ปุ๋ย นิยมเป็นปุ๋ยเร่งดอก สูตรอะไรก็ได้ ให้ เลขท้ายสุดมากๆๆเข้าไว้  ( N P K – 8 24 24 )  บางท่านอาจจะใส่พวกปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้ แต่อาจจะต้องรอมากกว่าปุ๋ยเคมี  ไม่นานใบใหม่ พร้อมดอก ก็จะออกชูช่อ ออกมาแทบจะทุกใบที่เราได้รูดออกไป

               แค่นี้ก็สามารถเชยชมดอกพุดสามสี แบบสวยเหมือนที่ร้านได้ไม่อายใคร หลายคนสงสัยว่านำไปทำกับพุดอื่นได้ไหม หากไปทำกับพุดจำพวกพุดตะแคง ทำได้ เนื่องจากอยู่ในวงศ์เดียวกัน แต่กับพุดซ้อนคงไม่ต้องทำแล้วล่ะ เพราะแค่นั้นก็ดอกเยอะอยู่แล้ว

 

 

edit @ 18 Feb 2010 12:07:02 by ban-bu-ree-mag

สวนกุหลาบแบบผสมผสาน

posted on 12 Feb 2010 11:08 by ban-bu-ree-mag

 คอลัมน์สัมภาษณ์ : สวนกุหลาบแบบผสมผสาน

 


                กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการปลูกเป็นการค้ากันแพร่หลายทั่วโลกมานานแล้ว กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการซื้อขาย เป็นอันดับหนึ่งในตลาดประมูลอัลสเมีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตลาดประมูลไม้ดอก ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อ พ.ศ. 2542 มีการซื้อขายถึง 1,672 ล้านดอก และมักจะมียอดขายสูงสุดในประเทศต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่น ๆ

                ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกุหลาบตัดดอกประมาณ 5,500 ไร่ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และกาญจนบุรี มีการขยายตัวของพื้นที่มากที่สุดใน อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งปัจจุบันประมาณว่ามีพื้นที่การผลิตถึง 3,000 ไร่ เนื่องจาก อ.พบพระ มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม พื้นที่ไม่สูงชัน และค่าจ้างแรงงานต่ำ (แรงงานต่างชาติ) การผลิตกุหลาบในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ การผลิตกุหลาบในเชิงปริมาณ และการผลิตกุหลาบเชิงคุณภาพ การผลิตกุหลาบเชิงปริมาณ หมายถึงการปลูกกุหลาบในพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือปลูกในพื้นที่ราบ ซึ่งจะให้ผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ เช่น ดอกและก้านมีขนาดเล็ก มีตำหนิจากโรคและแมลง หรือการขนส่ง อายุการปักแจกันสั้น ทำให้ราคาต่ำ การผลิตชนิดนี้ต้องอาศัยการผลิตในปริมาณมากเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ส่วนการผลิตกุหลาบในเชิงคุณภาพ นิยมปลูกในเขตภาคเหนือ และบนที่สูง โดยปลูกกุหลาบภายใต้โรงเรือนพลาสติก ในพื้นที่จำกัด มีการจัดการการผลิตและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ดี ใช้แรงงานที่ ชำนาญ ทำให้กุหลาบที่ได้มีคุณภาพดี และปักแจกันได้นาน ตลาดของกุหลาบคุณภาพปานกลางถึงต่ำ (ตลาดล่าง) ในปัจจุบันถึงขั้นอิ่มตัว เกษตรกรขายได้ราคาต่ำมาก ส่วนตลาดของกุหลาบที่มีคุณภาพสูง (ตลาดบน) ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ และขาดความต่อเนื่อง ทำให้ยังต้องนำเข้าดอกกุหลาบจากต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ และมาเลเซีย เป็นต้น

 

 


 

                อย่างรูปข้างต้น เป็นสวนกุหลาบแถวๆ ถนนบรมราชชนนี ช่วงนครชัยศรี เป้นสวนของคุณ ทศพร อินพาเพียร ซึ่งปลูกกุหลาบร้อยมาลัยภายในพื้นที่กว่า 10 ไร่ ซึ่งเจ้าของสวนก็เปิดเผยกับเราว่า การเลี้ยงกุหลาบตัดดอกไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการดูแลเอาใจใส่ แม้ว่าสายพันธุ์ที่ปลูกจะไม่ใช่ต้นไม้เขตหนาว แต่กุหลาบแต่ละชนิด แต่ละสายพันธุ์ ต่างก็ต้องการปริมาณน้ำและสภาพอากาศที่เหมาะสมเท่านั้น จึงจะให้ผลผลิตที่ดี อย่างช่วงนี้กุหลาบก็จะราคาสูงขึ้นมานิดหน่อย แต่คงไม่เกี่ยวกับวาเลนไทน์ เพราะว่ากุหลาบที่เราปลูกเป็นกุหลาบร้อยมาลัย ส่วนใหญ่ช่วงนี้ ตกราคา 100 ดอก 40 บาท ซึ่งถือว่ายังราคาดีอยู่

 


 

                นอกจากปริมาณน้ำ และอากาศแล้ว เจ้าของสวนยังเปิดเผยอีกว่า เนื่องจากเราต้องการดอกที่ใหญ่และสมบูรณ์ ดังนั้น เราจึงต้องบำรุงต้นอย่างสม่ำเสมอ จะขาดไม่ได้ อย่างปุ๋ยนี่ก้ใส่เดือนละ สองครั้ง เพราะว่า เราต้องการดอก ส่วนยาต้องคอยดูแล สังเกตว่า ช่วงนี้ มีหนอนไหม ผีเสื้อเยอะไหม เพราะผีเสื้อเหล่านั้นจะมาไข่ แล้วกลายเป็นหนอนมากัดกินต้นกุหลาบ

   

 

                “ที่เค้าพูดกันว่า กุหลาบฉีดยาเยอะ อันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง เพราะว่า เราต้องการดอกที่สมบูรณ์ดังนั้น จึงต้องป้องกันพวกแมลงศัตรูพืช ไม่ให้มากัดกินดอกไม้ของเรา เรียกว่า ยานี่ฉีดถี่มากๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีนั่นเอง และเนื่องด้วยกุหลาบ ราคาขึ้นลงเรื่อยๆ ไม่ค่อยแน่นอน ในสวนเราก็มีการปลูกต้นไม้ชนิดอื่นแซมตามร่องด้วย  เช่นดอกบานไม่รู้โรย ซึ่งก็ราคาค่อนข้างสูง ส่วนในร่อง เราก็ปลูก พริกชี้ฟ้า เอาไว้แบบว่า วันนี้ไม่มีกุหลาบตัดดอก เราก็เก็บพริก เรียกว่า เป็นเกษตรผสมผสาน ก็ว่าได้” นายทศพร กล่าว

                เรียกว่า เหนื่อยครั้งเดียว ได้เงิน สามต่อเลยทีเดียว ใครจะหยิบยืมแนวคิดนี้ไปใช้ก็ไม่ว่ากันนะครับ บานบุรีสนับสนุนเต็มที่


edit @ 12 Feb 2010 11:13:03 by ban-bu-ree-mag

คอลัมน์พิเศษ : แก้วเจ้าจอม เสน่ห์แบบไทยๆ

 

 


 

ที่มาของแก้วเจ้าจอมมาจาก หมู่เกาะอินดีสตะวันออก เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดดอกแก้วเจ้าจอมมาก จึงนำมาจากประเทศชวา (อินโดนีเซีย) ครั้งเสด็จประพาส แล้วทรงนำมาปลูกใน เขตพระราชอุทยานวังสวนสุนันทา ปัจจุบันมีเพียงต้นเดียวเท่านั้นที่เป็นต้นดั้งเดิม บริเวณด้านหลังเนินพระนาง หรือ พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวี และภายหลังได้กลายมาเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และพระราชทานนามว่า “ต้นแก้วเจ้าจอม”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แม้แก้วเจ้าจอมจะเป็นไม้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศเอเชียอาคเนย์ ไม่แตกต่างกันมากนัก ทำให้แก้วเจ้าจอมสามารถเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย แต่แก้วเจ้าจอม ก็มีคุณลักษณะเฉพาะ นั่นคือ โตช้า แต่ก็เป็นพันธุ์ไม้ที่มีทรงพุ่มสวยงามโดยธรรมชาติ ไม่มีความจำเป็นในเรื่องการตัดแต่งทรงพุ่ม เรียกว่าเป็นเป็นพันธุ์ไม้ประดับที่มีมนต์เสน่ห์ที่ทรงพุ่มสวยงามตลอดปีเลยก็ว่าได้ เนื่องจากพุ่มจะกลมอยู่เสมอ โดยไม่ต้องตัดแต่งแต่อย่างใด

 

 

เหตุที่ตำแหน่งในการปลูกต้นแก้วเจ้าจอมอยู่ในบริเวณนั้นเนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่มีทรงพุ่มกลม การเจริญเติบโตค่อนข้างช้า และต้องการแสงแดดเต็มวัน จึงไม่ควรปลูกใกล้กับพันธุ์ไม้ชนิดอื่น เพราะจะทำให้ต้นสูงชะลูดไม่ได้รูปทรง ความหนาแน่นของใบจะลดลงมาก แก้วเจ้าจอมมีความต้องการน้ำในระดับปานกลางเท่านั้น การรดน้ำมากหรือน้อยเกินไปจะไม่มีผลดีกับแก้วเจ้าจอม พาลใบจะร่วงเอาถ้าหากดูแลมากหรือน้อยเกินไป

 

 
4 ใบ

 

 

 

 6 ใบ

8 ใบ

 

                ส่วนดอกนั้น จะออกเป็นช่วงๆตลอดปี แต่ช่วงฤดุหนาว ตั้งแต่ พฤศจิกายน –กุมภาพันธ์ จะออกดอกมากกว่าปกติ ดอกจะ เป็นช่อดอก กลีบดอกสีม่วง -คราม จำนวน 5-6 กลีบ เกสรสีเหลือง ดอกเท่าขนาดมะลิลา หรือเล็กกว่า ส่วนช่อนั้นจะใหญ่ตามระดับความเจริญงอกงามของลำต้น ต้นที่งามดี อาจจะช่อละประมาณ 30-50 ดอก เวลาบาน จะค่อยๆบาน และบานยาวนานจนกว่าจะบานครบทั้งดอก จึงทำให้มองเห็นว่ากลีบดอกของต้นแก้วเจ้าจอมนั้นมีหลายสี เช่น สีม่วง สีคราม สีฟ้า เป็นเพราะระยะเวลาในการบานไม่เท่ากัน ทำให้ดอกที่บานมาก่อน บานมานานกว่า เริ่มที่จะมีสีที่ซีดจาง แต่ก็ดีดูกลมกลืนไปอีกแบบ ถือว่าตรงนี้กลายเป็นเสน่ห์ของต้นแก้วเจ้าจอมก็ว่าได้

 


 

                นอกจากลักษณะของดอกที่มีเอกลักษณ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่เด่นชัดของต้นแก้วเจ้าจอม คือ มีอีกหลายสายพันธุ์นั่นคือ พันธุ์ 4 ใบ 6 ใบ และ 8ใบ  แต่ที่นิยมปลูกกันมากคงเป็น 4 และ 6 ใบมากกว่า เนื่องจาก 8 ใบนั้นเจริญเติบโตช้ากว่ามาก ส่วนดอกนั้นก็เช่นกัน เมื่อครบเวลา 5 ปี ต้นแก้วเจ้าจอม 4 ใบ และ 6 ใบ ก็จะออกดอก แต่ 8 ใบ อาจจะใช้เวลามากกว่านั้น ต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นไม้ด้วย

                ส่วนแก้วเจ้าจอมที่อยู่ในรั้วรังสิตนั้นเป็นแก้วเจ้าจอมพันธุ์ 6 ใบ ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมมากในท้องตลาด เนื่องจาก ค่อนข้างโตเร็วที่สุดในบรรดาต้นแก้วเจ้าจอมด้วยกัน แต่ก็ยังจัดว่าช้ามาก หากไปเปรียบเทียบกับต้นพะยอม

                จุดเด่นที่สำคัญของต้นแก้วเจ้าจอม คงไม่ใช่ดอกที่สวยงาม แต่คงเป็นทรงพุ่มที่ดูมีเสน่ห์โดยไม่ต้องแต่งกิ่ง ไม่ว่าต้นแก้วเจ้าจอมสายพันธุ์ใดก็ยังคงลักษณะเด่นอันนี้ไว้  คือ ต้นจะเป็นพุ่มกลมอยู่เสมอ  ส่วนการขยายพันธุ์นั้น นิยมเพาะเมล็ดเพียงอย่างเดียว เพราะพันธุ์ไม้ต้นนี้หากต้องการที่พุ่มสวย แต่การขยายพันธุ์อื่นที่นิยมก็มี เช่น ทางการตอน การต่อกิ่ง ก็ติดได้ยากมาก เพาะเมล็ดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่อาจจะต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี กว่าจะได้ชมดอกสีครามสวยๆ

                ประโยชน์อย่างหนึ่งที่คนทั่วไปไม่รู้นั่นคือ เนื้อไม้เป็นไม้ที่หนักที่สุดในโลก  แก่นไม้มีลักษณะสีน้ำตาลอมเขียวถึงดำ  กระพี้ มีสีเหลืองอ่อน  เนื้อไม้แข็งมาก  เป็นมัน  คุณสมบัติของเนื้อไม้มีลักษณะเป็นเส้นประสานกันแน่น  และหนักมาก  ไม้ชนิดนี้จมน้ำ  ทนต่อแรงอัด  และน้ำเค็ม  จึงนิยมนำมาใช้ทำกรอบประกับเพลาเรือเดินทะเล  หรือกรอบประกับเพลาเครื่องจักรในโรงงานต่างๆ  ทำสิ่ว  และนำมากลึงทำของใช้ต่างๆ  เช่น  ทำลูกโบว์ลิ่ง  ทำรอก  เป็นต้น

 


 

                นอกจากนั้นยังใช้เป็นยารักษาโรคได้โดยใช้เป็นยาสมุนไพรจากทุกส่วนของลำต้น  โดยเฉพาะยางจากเนื้อไม้ในธรรมชาติซึ่งยางไม้นี้มีสีน้ำตาลอมเขียว  ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิดในปริมาณค่อนข้างสูง  ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาโรค  ได้แก่ แก่นไม้  ยางไม้ธรรมชาติ

                แก้วเจ้าจอมที่ขายในตลาดต้นไม้ทั่วไปมี 2 แบบด้วยกัน คือ แบบเพาะเมล็ดและย้ายปลูกในภาชนะปลูกขณะที่ต้นยังเล็กอยู่ และอีกแบบหนึ่งก็คือ เป็นแก้วเจ้าจอมที่ปลูกลงพื้นดินเมื่อได้ขนาดตามต้องการจะใช้วิธีการขุด ล้อมออกจากพื้นที่ (การบอน) ทั้งสองชนิด มีข้อดีแตกต่างกันออกไปคือ

 

                แบบเพาะเมล็ดและย้ายปลูก จะได้แก้วเจ้าจอมที่ค่อนข้างแข็งแรง ทรงพุ่มได้สัดส่วน ดูแลรักษาภายหลังปลูกง่าย การเจริญเติบโตภายหลังปลูกรวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัดที่ขนาดของต้นจะค่อนข้างเล็ก เหมาะกับผู้ที่ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาพันธุ์ไม้ชนิดนี้

 

 

                แบบปลูกลงพื้นดินและทำการบอนขึ้นมาปลูก วิธีนี้จะได้แก้วเจ้าจอมที่มีขนาดใหญ่ตามจำนวนเงินที่ท่านมี วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีความต้องการต้นไม้ขนาดใหญ่ในทันที การดูแลรักษาแก้วเจ้าจอมภายหลังปลูกจะต้องดูแลรักษาอย่างดีในช่วง 1 ปีหลังการย้ายปลูก

 

                นายจุล ศักดิ์สุภาพ  เกษตรกรผู้เพาะปลูกต้นแก้วเจ้าจอม ได้พูดถึงต้นแก้วเจ้าจอมว่า เหตุที่ต้นแก้วเจ้าจอมไม่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคงเป็นเพราะราคาของต้นแก้วเจ้าจอมเองที่ค่อนข้างสูง เช่น ขนาดกระถางดินเผา 1 ปิ๊บราคาตกอยู่ที่ 2000 บาท ส่วน 2 ปิ๊บ ราคาอยู่ที่ 3500 บาท ทั้งพันธุ์ 4 ใบ และ 6 ใบ แต่ที่นิยมปลูกกันมากคงเป็นพันธุ์ 6 ใบ เพราะโตเร็วกว่ามาก 3 ปี ก็จะสูงประมาณ 1.5-2 เมตร

 

                “ส่วนอื่นนั้นค่อนข้างไม่แตกต่างกัน จะมีอยู่ที่พันธุ์ 8 ใบ จะมีขนาดลำต้นที่เล็กกว่า พันธุ์อื่นหลายเท่าและโตช้ากว่ามากดอกเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยมของผู้ปลูกต้นไม้ และส่วนใหญ่ลูกค้าที่ซื้อ ซื้อไปเพราะทรงพุ่ม และชื่นชอบในชื่อมากกว่า ชมดอก เพราะหลายช่วงที่ขายได้ ก็ไม่มีดอก แต่คงเป็นเพราะแก้วเจ้าจอมเป้นต้นไม้ที่มีเสน่ห์ทางด้านลักษณะทรงพุ่ม” นายจุลกล่าว

edit @ 12 Feb 2010 10:40:48 by ban-bu-ree-mag